วัดดอนธาตุ

วัดดอนธาตุ    ตั้งอยู่บนเกาะดอนธาตุกลางแม่น้ำมูล ต.ทรายมูล และบ้านคันไร่ อ.พิบูลมังสาหาร
จ.อุบลราชธานี มีเนื้อที่ประมาณ 130 ไร่ ลักษณะยาวรี ตามลำน้ำมูล หัวดอนเกาะอยู่ทิศตะวันออก มองเห็นหมู่บ้านทรายมูล อยู่ทิศตะวันออกเฉียงเหนือ สองฝั่งร้องตะโกน ได้ยินถึงกัน ซึ่งเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมและท่องเที่ยวขึ้นชื่อของ จ.อุบลราชธานี วัดแห่งนี้เป็นวัดสุดท้ายที่หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล สร้างขึ้น รวมทั้งยังเป็นวัดสุดท้ายที่หลวงูป่เสาร์อยู่ปฏิบั ติธรรม ก่อนที่จะไปมรณภาพในอิริยาบถนั่งที่วัดมหาอำมาตยาราม อ.วรรณไวทยากรณ์ นครจำปาสัก ประเทศลาว เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2484 สิริรวมอายุ 82 ปี 3 เดือน 1 วัน และได้อัญเชิญศพกลับมาจัดงานฌาปนกิจที่วัดบูรพาราม อ.เมือง จ.อุบลราชธานี โดยทุกๆ ปี ระหว่างวันที่ 2-3 กุมภาพันธ์ จะมีการปฏิบัติธรรมและทำบุญครบรอบคล้ายวันมรณภาพ
     ทุกวันนี้วัดดอนธาตุนอกจากศาสนกิจ ตามปกติธรรมเนียมประเพณีแล้ว ยังมีพิธีทำบุญตามพื้นบ้านโบราณตามฤดูกาล เช่น บุญกวนข้าวทิพย์ บุญเดือนยี่ ซึ่งต้องจัดทำตามกาลกำหนด ขาดมิได้ สามารถเข้ามาปฏิบัติธรรมได้ทุกวัน โดยผู้ที่มาปฏิบัติที่วัดดอนธาตุ ส่วนมากนั้นจะมีพื้นฐานการภาวนามาบ้างแล้ว พระอาจารย์ใหญ่ (ประธานสงฆฺ) จะเน้นการสอนด้วยการปฏิบัติให้ดู แต่สามารถเข้ามาสอบถามข้อสงสัยในการปฏิบัติภาวนากับพระอาจารย์ใหญ่ได้

เจดีย์พิพิธภัณฑ์
     "เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล" ตั้งอยู่ท่ามกลางแมกไม้ใหญ่ ที่ยังรักษาสภาพป่าไม้ธรรมชาติเดิมไว้ ฐานพระเจดีย์เป็นกำแพงหินทรายโดยรอบยกสูง ภายในองค์เจดีย์เป็นห้องพิพิธภัณฑ์ขนาด 9.50x9.50 เมตร มีประตูบานไม้สักหนา 2 นิ้ว เปิดเข้าออกได้ 3 ด้าน คือ ด้านหน้าและด้านข้าง 2 ด้าน  พื้นปูด้วยแกรนิต ผนังภายในห้องกรุด้วยหินทรายสีขาว แสดงถึงความเป็นธรรมชาติ แท่นหินอ่อนสีขาวบริสุทธิ์ เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อของหลวงปู่เสาร์ในท่านั่ง ประดับซ้ายขวาด้วยพานพุ่ม  อยู่ภายใต้ซุ้มด้านหลังองค์พระเจดีย์ เสมือนหลวงปู่นั่งเจริญภาวนาในถ้ำ  โดยรอบพระเจดีย์เป็นลานกว้าง ใช้ปฏิบัติศาสนกิจ เช่น เวียนเทียน และมีทางเชื่อมศาลากับเจดีย์เป็นลานคอนกรีต ที่ยังเก็บรักษาต้นไม้ที่มีอยู่ไว้ จึงมีต้นไม้ใหญ่ผุดขึ้นใ นลาน ดูร่มรื่นและให้บรรยากาศของวัดป่า  เบื้องหน้าพระเจดีย์ทางซ้าย มีกุฏิที่หลวงปู่เสาร์เคยอยู่จำพรรษา เป็นกุฏิไม้เล็กๆ ยกใต้ถุนสูง มีเพียงหนึ่งห้อง และมีระเบียงหน้าห้องยาวตลอด ทางขึ้นเป็นบันไดไม้พาด 3 ชั้น ก้าวห่างๆ ผนังกั้น เป็นผนังไม้ซ้อนทับเกล็ด หลังคามุงด้วยแผ่นไม้ ผ่าเป็นแผ่นยาว ซ้อนทับกัน มีลักษณะง่ายๆ สมถะ

วัดป่าสุทธาวาส

วัดป่าสุทธาวาส
      ประวัติความเป็นมา หลวงปู่เสาร์ กันตสีลเถระ กับ หลวงปู่มั่น ภูริทัตตเถระได้รับการอาราธนาจาก
อุบาสิกาสามพี่น้อง ได้แก่ นางนุ่ม, นางนิล ชุวานนท์ และนางลูกอินทร์ วัฒนสุชาติ ผู้มีความเลื่อมใสในพระอาจารย์ทั้งสอง มาจำพรรษา ณ เสนาสนะป่าบ้านบาก ในปี พ.ศ. 2469 ต่อมาจึงได้ดำเนินการสร้างเป็นวัดป่าสุทธาวาส  หลังจากนั้นพระอาจารย์ฉลวย ( หลวงปู่ฉลวย สุธมฺโม วัดป่าวิทยาลัย อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มรณภาพแล้ว ) ได้เดินธุดงค์ไปนมัสการหลวงปู่มั่น ที่วัดป่าบ้านหนองผือ ก่อนจะเข้าไปถึงวัดปากทางคือบ้านของนายอ่อน โมราราษฎร์ อุปฐากผู้ให้ที่พักและคอยรับส่งผู้ที่จะเข้าไปยังวัดป่าบ้านหนองผือ พระอาจารย์ฉลวยได้ไปอาศัยพักเช่นกัน นายอ่อนได้กล่าวถึงสถานที่บริเวณบ้านกุดก้อมว่า ท่านเจ้าคุณพระธรรมเจดีย์ ( จูม พนฺธุโล ) เคยกล่าวว่า ที่นั้นมีทำเลอันดีเหมาะสมที่จะสร้างวัด พระอาจารย์ฉลวยจึงขอให้นายอ่อนพาไปดู จึงพบว่าเป็นสัปปายะเหมาะแก่การภาวนาจริง จึงได้สร้างเสนาสนะขึ้นนายอ่อนก็ได้ถวายที่ดินของตนเพิ่มเติมด้วยจึงได้เป็นวัดป่าบ้านกลางโนนภู่ วาระสุดท้ายก่อนนิพพานท่านได้พำนักที่วัด วัดป่าบ้านกลางโนนภู่ ณ ศาลาพักอาพาธเมื่อ  หลังจากออกพรรษาในปี พ.ศ. 2492 แล้ว อาการป่วยขององค์หลวงปู่มั่นหนักขึ้นทุกวัน ท่านทราบถึงความเป็นไปในอนาคตแล้วปรารภที่จะไปมรณภาพที่วัดป่าสุทธาวาสในเมืองสกลนคร จึงได้มีการจะนำท่านไปยังวัดป่าสุทธาวาส โดยอาราธนาท่านพักบนคานหามแวะพักที่ศาลาหลังเล็กวัดป่าบ้านกลางโนนภู่ก่อนเป็นเวลา 11 วัน การที่ท่านมาพักที่วัดป่าบ้านกลางโนนภู่นี้ก็เพื่อโปรดนายอ่อน โมราราษฎร์ผู้สร้างวัดนี้และเป็นโยมทีอุปถากที่คอยช่วยเหลือท่านที่วัดป่าบ้านหนองผือตลอดลอดระยะเวลา 5 ปี ภายหลังที่ท่านจากภาคเหนือมาจำพรรษาที่วัดป่าโนนนิเวศน์ จ.อุดรธานีแล้ว คณะศรัทธาชาวสกลนครได้กราบอาราธนาท่านมาจำพรรษา ณ วัดป่าสุทธาวาสอีกครั้งใน พ.ศ. 2484 แล้วท่านจึงไปจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคก จวบจนวาระที่ท่านใกล้มรณภาพจึงได้มาทิ้งขันธ์ ณ วัดป่าสุทธาวาสใน พ.ศ. 2492ส่วนสภาพในวัดปัจจุบันยังคงความร่มรื่นร่มเย็น สมกับเป็นสถานที่ที่องค์หลวงปู่มั่นเลือกจะมาพักอาพาธ ณ สถานที่นี่ ปัจจุบันมีพระอาจารย์ประจักษ์ ขนฺติโก เป็นเจ้าอาวาส
    ปัจจุบันกลายสภาพเป็นวัดป่ากลางเมือง เป็นสำนักเรียนสำคัญของพระภิกษุสงฆ์ในสกลนคร ปูชนิยสถานสำคัญภายในวัดนอกจากอุโบสถและพิพิธภัณฑ์หลวงปู่มั่นแล้ว ก็ยังมี "จันทสารเจติยานุสรณ์" เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย จนฺทสาโรอีกด้วย โดยเจดีย์นี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงมีพระราชกระแสว่า "ควรสร้างเจดีย์ที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ที่วัดนี้ มีอัฐิธาตุของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ท่านจะได้อยู่ใกล้กัน"และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ร่างแบบเจดีย์องค์นี้ ด้วยพระองค์เอง พระราชทาน
พิพิธภัณฑ์พระอาจารย์มั่น ภูริทัตเถระ
เนื่องจากวัดป่าสุทธาวาสเป็นสถานที่ในการละสังขารของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ภายในอาคารจึงมีอัฐิธาตุของพระอาจารย์มั่น และการจำลองรูปเหมือนโดยสร้างเป็นหุ่นขี้ผึ้งในท่าขัดสมาธิขึ้น รวมทั้งมีการใช้สถานที่แห่งนี้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อจัดแสดงเครื่องอัฐบริขาร อาคารนี้ก่อสร้างโดยสถาปัตยกรรมที่เรียบง่าย และดูใกล้ชิดกับธรรมชาติ อันเป็นการสะท้อนถึงการใช้ชีวิตของท่านตลอดทั้งชีวิตการอุปสมบท
เจดียจันทสารเจติยานุสรณ์
จันทสารเจติยานุสรณ์ หรือ เจดีย์พิพิธภัณฑ์หลวงปู่หลุย จันทสาโร ก่อสร้างขึ้นตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยพระองค์ทรงร่างแบบพระราชทานเบื้องต้นในการก่อสร้างอาคารหลังนี้และมีพระราชกระแสรับสั่งว่า  "ควรสร้างเจดีย์ที่วัดป่าสุทธาวาส อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ที่วัดนี้ มีอัฐิธาตุของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ท่านจะได้อยู่ใกล้กัน"

วัดถ้ำคูหาสวรรค์

    หลวงปู่คำคะนิง จุลมณี  เป็นหลวงปู่ที่มีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหารย์มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วท่านเป็นชาวบ้านคำม่วน แขวงคำม่วน ประเทศลาว เกิดปี พ.ศ. 2437 บวชเป็นพระฤาษี พ.ศ.2492 อุปสมบทเป็นพระภิกษุ พ.ศ.2471 มรณภาพเมื่อเดือน เมษายน พ.ศ. 2527 สิริอายุ 91 ปี ก่อนที่จะบวชเป็นพระฤาษี ก็ถือศีลปฏิบัติธรรมเคร่งครัด ศึกษาวิชาจากพระอาจารย์ผู้ที่มีชื่อเสียงมาตลอด ครั้นถึงเวลาบวชเป็นพระฤาษีก็มุ่งเดินธุดงค์แสวงหาความเร้นลับ ศึกษาเวทย์วิทยาคมจากจากพระอาจารย์ที่โด่งดัง จากฆราวาสผู้มีวิชาเกรียงไกร ทั้งจากประเทศลาว ประเทศกัมพูชา และประเทศไทย เป็นสหธรรมิกกับหลวงพ่อปาน วัดบางนมโคจังหวัดพระนครศรีอยุทธยา หลวงปู่ได้พระคัมภีร์จากหลวงปู่รูปหนึ่งที่ภูเขาอีด่าง ในตำรานั้นประมวลพระคาถา สามารถย่นระยะทางได้ เดินบนผิวน้ำได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ บันดาลฝนให้มีลมพายุแรงได้ ทำตัวให้หนักสามารถจมเรือลำใหญ่ๆได้ แต่คัมภีร์นี้แปลกมหัศจรรย์ที่สุดคือ ใครมีคัมภีร์ไว้ในครอบครอง เพียงแค่นึกคิดให้เกิดอะไรก็จะบังเกิดขึ้นในฉับพลันทันใดโดยไม่ต้องท่องพระคัมภีร์เมื่อคิดจะสวดพระคัมภีร์จะบังเกิดเหตุพายุฝนฟ้าผ่าทันที ถือเป็นอัศจรรย์ยิ่ง
    หลังจากท่านได้เล่าเรียนวิชาจนเก่งกล้าสามารถพระมหากษัตริย์ลาวทรงอุปสมบทให้ถือเป็นนาคหลวงเมื่อหลวงปู่คำคะนิง จุลมณี ไดพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็ได้เดินธุดงค์เดินมาทางใต้เขตนครจำปาสัก โดยมาจำพรรษที่เขาภูด่างความมีชื่อเสียงแผ่ขยายไปทั่วประเทศลาวประชาชนประเทศลาวจากทั่วทุกสารทิศต่างก็เดินทางมุ่งหน้าสู่นครจำปาสัก จนทราบข่าวถึง พระเจ้าศรีสว่างวัฒนา ซึ่งเป็นเจ้าเหนือชีวิตของประเทศลาว รวมทั้งพระญาติทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ ได้เสด็จมาที่เมืองปากเซ บนภูเขาอีด่างแขวงจำปาสัก เมื่อพระเจ้าศรีสว่างวัฒนา ได้พบกับหลวงปู่คำคะนิงซึ่งท่านยังเป็นฤษีชีประขาวอยู่ มีการสอบถามถึงความเก่งกล้าสามารถของหลวงปู่แต่หลวงปู่ทรงปฎิเสธไม่อวดอ้างอภินิหารใดๆ แต่ด้วยอภินิหารอิทธิฤทธิ์ของหลวงปู่ไม่สามารถปกปิดได้ “พระเจ้าศรีสว่างวัฒนา” มีความศรัทธา ทรงมีพระบรมราชานุเคราะห์ให้จัดงานอุปสมบทให้หลวงปู่พะนิง ณ.วัดหอเก่าแขวงนครจำปาศักดิ์ วัฒนา โดยมีสมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นองค์ประธานฝ่ายสงฆ์ เจ้ามหาชีวิตพระเจ้าศรีสว่างวัฒนา ทรงเป็นองค์ประธานฝ่ายฆราวาส มีพระเถระชั้นผู้ใหญ่เข้าร่วมพิธี 28 รูป เมื่อพิธีการอปุสมบทเสร็จสิ้นปะขาวคำคะนิงซึ่งครองเพศพรหมจรรย์ เป็นพระภิกษุในบวรพระพุทธศาสนาแล้ว ได้รับฉายาว่า “สนฺจิตฺโตภิกขุ” หรือ “พระคำคะนิง สนฺจิตฺโต”  หลวงปู่คำคนิง จุลมณี  ได้เลือกวัดถ้ำคูหาสวรรค์ใช้เป็นที่ปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานภายในวัดเป็นถ้ำ บริเวณทวัดตั้งอยู่บนที่ราบสูงริมฝั่งแม่น้ำโขง ทำให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของแม่น้ำโขงและแม่น้ำมูลไหลรวมกัน กลายเป็นแม่น้ำสองสี อย่างสวยงามอย่างที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน ปัจจุบันหลวงปู่ท่านได้มรณภาพแล้ว แต่ร่างกายของท่านไม่เน่าเปื่อย บรรดาลูกศิษย์ได้เก็บร่างของท่านไว้ในโลงแก้วเพื่อบูชา บริเวณวัดมีจุดชมวิวสามารถมองเห็นทัศนียภาพของลำน้ำโขงและฝั่งลาวได้อย่างชัดเจน
    ปัจจุบันวัดถ้ำคูหาสวรรค์เป็นสถานที่สำคัญและ เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมและธรรมชาติที่สำคัญของจังหวัดอุบลราชธานี โดยนักท่องเที่ยวมากราบไหว้สังขารหลวงปู่คำคนิง จุลมณี ที่ไม่เน่าเปื่อยของท่านแล้ว ยังคงถือโอกาสชมทิวทัศน์แม่น้ำโขงและแม่น้ำสองสี ตลอดจนทิวทัศน์ของฝั่งประเทศตรงข้ามได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้แล้วบริเวณใกล้เคียงยังมีบริการเรือพาล่องชมทัศนียภาพสองฝั่งแม่น้ำ ชมแม่น้ำสองสี  แก่งตะนะ   บ้านเวินบึก และผาแต้ม  โดยสามารถแวะซื้อของที่ระลึกที่ตลาดหมู่บ้านในฝั่งสาธารณรัฐประชาธิปไตย  

พระมหาธาตุแก่นนคร

ตั้งอยู่ที่ถนนกลางเมือง ริมบึงแก่นนคร อำเภอเมือง ภายในวัดหนองแวงเมืองเก่าซึ่งเป็นพระอารามหลวง

มีพระมหาธาตุแก่นนคร หรือ พระธาตุเก้าชั้นฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 50 เมตร เรือนยอดทรงเจดีย์จำลองแบบจากพระธาตุขามแก่น จัดสร้างขึ้นเนื่องในวโรกาสที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี และ มหามังคลานุสรณ์ 200 ปี เมืองขอนแก่น ความสูงขององค์พระธาตุฯ 80 เมตร มีพระจุลธาตุ 4 องค์ ตั้งอยู่ 4 มุมและมีกำแพงแก้วพญานาค 7 เศียรล้อมรอบ เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี ผสมผสานศิลปะอินโดจีน ซึ่งเป็นลักษณะแบบชาวอีสานปากแห วัดหนองแวง เดิมชื่อวัดเหนือ ตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2332 พร้อมกับวัดกลาง และวัดธาตุ โดยท้าวเพียเมืองแพน เจ้าเมืองคนแรก ณ บ้านบึงบอน (บึงแก่นนคร) พ.ศ. 2354 ท้าวจามมุตร ท้ายเพียเมืองแพน เจ้าเมืองคนที่ 2 ได้ย้ายเมืองไปอยู่บ้านดอนพันชาติ เขตเมืองมหาสารคาม (บ้านโนนเมือง ตำบลแพง อำเภอโกสุมพิสัย จังหวัดมหาสารคาม) บ้านบึงบอนจึงกลายเป็นเมืองเก่าตั้งแต่นั้นมา ปัจจุบันตั้งอยู่ เลขที่ 593 ถนนกลางเมือง ตำบลในเมือง อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2442 โดยพระยานครศรีบริรักษ์(อู๋) และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาครั้งสุดท้าย เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2527 เขตวิสุงคามสีมา กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตร มีเนื้อที่ดินที่ตั้งวัด 26 ไร่ 65 ตารางวา โดยมีหนังสือแสดงกรรมสิทธิ์เป็นโฉนด 713 เลขที่ 28 หน้าสำรวจ 794 เล่มที่ 8 หน้า 13 ลักษณะพื้นที่ตั้งวัดและบริเวณโดยรอบเป็นที่ราบเรียบ เป็นลักษณะ 6 เหลี่ยม มีหมู่บ้านล้อมรอบสามด้าน และมีบึงแก่นนครอยู่ทางทิศตะวันออกของวัด เคยได้รับรางวัล เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ปี พ.ศ. 2524 เป็นวัดพัฒนาดีเด่น ปี พ.ศ. 2526 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ยกฐานะขึ้นเป็น พระอารามหลวง ปี พ.ศ.2527ภายในองค์พระธาตุมีอยู่9ชั้นคือ
      ชั้นที่ 1 เมื่อเดินขึ้นภายในพระธาตุบริเวณชั้นแรก เป็นหอประชุมมีพระบรมสารีริกธาตุ ประดิษฐานอยู่บนบุษบกและพระประธาน 3 องค์อยู่ตรงกลาง ท่านจะพบกับที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ส่วนอุรังคธาตุ (ส่วนอก) และพระธาตุของพระสาวกประมาณ 100 องค์ ที่บรรจุอยู่ในโถแก้ว จะอยู่ในตู้กระจกด้านซ้ายมือของที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุพระพุทธเจ้า ถัดจากโถงตรงกลางมาด้านซ้ายมือประมาณสองเมตร จะเป็นโต๊ะที่เตรียมไว้สำหรับตักบาตร ที่เรียกว่า “ ตักบาตร 108” โดยใช้เหรียญในการตักบาตรนั้น ทั้งนี้เชื่อว่าหากใครได้ตักบาตร ซึ่งสมมติว่าเป็นตัวแทนพระสาวกของพระพุทธเจ้า ทั้ง 108 องค์ และจะเกิดความเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว เมื่อเดินตรงไปจะเห็นพระประจำวันเกิดมี่ทางวัดนำมาประดิษฐานไว้ เพื่อให้พุทธศาสนิกชนและนักท่องเที่ยวได้สักการะพระพุทธรูปประจำวันเกิดของตนเอง เพื่อความเป็น ศิริมงคลต่อตนเอง และเมื่อบูชาพระประจำวันเกิดเรียบร้อยแล้ว หากใครต้องการจะทำนายโชคชะตาด้วยตนเอง ก็สามารคเสี่ยงเซียมซีหรือยกช้างทองเหลือง เพื่อเสี่ยงทายว่าจะสมดังปรารถนาหรือไม่
      ชั้นที่ 2 เป็นพิพิธภัณฑ์ของชาวอีสาน โดยเก็บรวบรวมข้าวของเครื่องใช้ในอดีตที่ค่อนข้างหาดูได้ยากในปัจจุบัน พร้อมทั้งทีการวาดลวดลายบนผนังที่เกี่ยวกับข้องห้ามของคนอีสาน ที่เรียกว่า “คะลำ” ซึ่งเป็นแนวประพฤติตนในการอยู่ร่วมกันของชาวอีสาน โดยแต่ละภาพก็หมายถึงข้อห้ามแต่ละข้อซึ่งมีทั้งหมด35ข้อ
      ชั้นที่ 3 เป็นหอปริยัติ บานประตูหน้าต่างเขียนลวดลายเบญจรงค์และภาพแกะสลักนิทานเรื่องนางผมหอม เป็นนิทานที่ได้เล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณของชาวอีสาน และในชั้นที่สามนี้ได้รวบรวมตาลปัตร พัดยศ และเครื่องอัฐบริขารของพระภิกษุสงฆ์ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดขอนแก่น
      ชั้นที่ 4 เป็นหอปริยัติธรรม ภายในมีพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมของเก่า บานประตูหน้าต่าง ภาพพระประจำวันเกิดเทพประจำทิศ
      ชั้นที่ 5 เป็นหอพิพิธภัณฑ์ มีบริขารของหลวงปู่พระครูปลัดบุษบา สุมโน อดีตเจ้าอาวาสวัดบานประตูหน้าต่างแกะสลักภาพพุทธชาดก
      ชั้นที่ 6 เป็นหอพระอุปัชฌาจารย์ บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานชาดกเรื่องเวสสันดร
      ชั้นที่ 7 เป็นหอพระอรหันต์สาวก บานประตูหน้าต่างแกะสลักนิทานเรื่องพระเตมีย์มีใบ้
      ชั้นที่ 8 เป็นหอพระธรรม เป็นที่รวบรวมพระธรรม คัมภีร์สำคัญทางพระพุทธศาสนามีพระไตรปิฏกฯลฯบานประตูแกะสลักรูปพรหม16ชั้น
      ชั้นที่ 9 เป็นหอพระพุทธ ตรงกลางมีบุษบก เป็นที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า บานประตูแกะสลักภาพ 3 มิติ รูปพรหม 16 ชั้น และสามารถชมทัศนียภาพของตัวเมืองขอนแก่นได้ทั้ง 4 ด้าน โดยเฉพาะทางด้านทิศตะวันออกสามารถมองเห็นทิวทัศน์ของบึงแก่นนครที่สวยงาม

การเดินทางไปวัดพระมหาธาตุแก่นนคร
      ขอนแก่นอยู่ห่างจากกรุงเทพฯ ไปตามทางรถยนต์ 449 กม. จากกรุงเทพฯ ใช้เส้นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (ถนนพหลโยธิน) ถึงจังหวัดสระบุรี ตรงหลักกม.ที่ 107 แยกขวาเข้าทาง หลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ผ่านจังหวัดนครราชสีมา ถึงจังหวัดขอนแก่น  พระธาตุขามแก่น จะอยู่ห่างจากตัวเมือง ประมาณ 16 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 209 สายขอนแก่น - กาฬสินธุ์

วัดมหาวนาราม

         วัดมหาวนารามหรือที่ชาวอุบลนิยมเรียกกันทั่วไปว่า “วัดป่าใหญ่”  เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งของจังหวัด
          พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง สร้างเมื่อปี พ.ศ.2530 พระมหาราชครูศรีสัทธรรมวงศา (เจ้าอาวาสวัดป่าหลวงมณีโชติศรีสวัสดิ์ (วัดมหาวนาราม) ได้พาลูกศิษย์และศิษยานุศิษย์  สร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ขนาดหน้าตักกว้าง 6 ศอก สูงจากเรือนแท่นถึงเปลวพระโมลี 10 ศอก สร้างลงรักปิดทองด้วยพุทธศิลปะที่งดงาม เพื่อเป็นองค์แทนสมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้า สร้างสำเร็จเมื่อ วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 5 (เดือนเมษายน) เป็นวันเฉลิมฉลองพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง เป็นประจำทุกปี  พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงองค์ศักดิ์สิทธิ์  เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง  มีขนาดหน้าตักกว้างประมาณ 3.10 เมตร  สูงประมาณ  5.00 เมตร  ก่อสร้างด้วยอิฐถือปูนพร้อมกับลงรักปิดทอง

ตำนานการสร้างพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลงอีกนัยหนึ่ง
พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง  ได้มีตำนานการก่อสร้างบอกเล่าขานกันต่อมาหลายอย่าง  โดยอีกนัยหนึ่งว่า ขณะที่ก่อสร้างอยู่นั้น  ก็ได้มีฝนตกฟ้าร้องอยู่ตลอดเวลา  ใกล้จะแล้วเสร็จอยู่แล้วเพราะเหลือแต่การตกแต่งให้สวยงามเท่านั้น  พอถึงตอนดึกก็ได้มีแสงสว่างเต็มบริเวณวัดไปหมดและสูงขึ้นสู่อากาศ  ผู้คนต่างก็ตื่นตกใจและมาดูก็ไม่เห็นมีอะไร  ต่างก็กลับสู่บ้านเรือนของตน  พอรุ่งเช้าก็ปรากฏว่าพระพุทธรูปที่สร้างยังไม่เสร็จนั้นก็ได้สำเร็จเรียบร้อยสวยงามเป็นอย่างยิ่ง  พอเห็นเป็นอย่างนั้นชาวบ้านต่างก็พูดว่าเทวดามาสร้าง  พระอินทร์แปลงร่างลงมาสร้างแปลงร่างลงมาเป็นตาผ้าขาวมาสร้างจึงได้สวยงามอย่างนี้  ถ้าเป็ฯคนธรรมดามาสร้างจะไม่สวยงามได้เพียงนี้แต่ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังเชื่อว่าพระอินทร์แปลงร่างลงมาสร้างเสริม  รูปร่างหน้าตาของพระพุทธรูปองค์นี้จึงได้สวยงดงามยิ่งนัก  เหตุนั้นจึงได้ขนานนามว่า  “พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง” และต่อมาเรียกว่าพระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง  และก็ได้มีความเชื่อกันมาตลอดจนตราบเท่าทุกวันนี้
      วัดมหาวนารามตั้งอยู่ที่ตำบลในเมือง  อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี บนถนนสรรพสิทธิ์ ตัดกับถนนหลวง เยื้องกับโรงพยาบาล สรรพสิทธิ์ประสงค์



อุบลราชธานี  อยู่ห่างไปทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของศาลากลางจังหวัด (หรือทุ่งศรีเมือง)   ประมาณ 1 กิโลเมตร  เป็นสถานที่ประดิษฐานพระพุทธรูปองค์ศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง นามว่า พระเจ้าใหญ่อินทร์แปลง

วัดโพธิ์ชัย

    วัดโพธิ์ชัย  เดิมเป็นวัดเก่าแก่และมีความสำคัญแห่งจังหวัดหนองคาย  เนื่องจากเป็นที่ประดิษฐาน
หลวงพ่อพระใสอันศักดิ์สิทธิ์ ถือเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองทีมีตำนานผูกพันกับทั้งชาวไทย และชาวลาวในประวัติศาสตร์ เป็นสิ่งที่เคารพสักการะอย่างสูงสุดของชาวหนองคาย และผู้คนลุ่มน้ำโขงแห่งนี้
              องค์หลวงพ่อพระใสนั้น  เป็นพระพุทธรูปขัดสมาธิราบปางมารวิชัย  หล่อด้วยทองสุกอันเป็นเนื้อทองคำ  92 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมีพระพุทธลักษณะอันงดงาม  มีตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาถึงประวัติของหลวงพ่อพระใสว่าสร้างขึ้นโดยพระธิดา  3 องค์ ของพระไชยเชษฐาธิราช  กษัตริย์แห่งล้านช้างซึ่งได้หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์ และขนานนามพระพุทธรูปตามนามของตนเองไว้ด้วยว่า  พระสุกประจำพระธิดาคนโต  พระเสริมประจำพระธิดาคนกลาง พระใสประจำพระธิดาคนสุดท้อง ซึ่งมีขนาดลดหลั่นกันตามลำดับ
                เดิมทีพระพุทธรูปทั้งสามองค์ประดิษฐานอยู่ที่เวียงจันทน์  เมื่อสมเด็จพระบวรเจ้ามหาศักดิ์พลเสพย์ได้เป็นจอมทัพยกพลมาปราบกบฏ เจ้าอนุวงศ์แห่งเวียงจันทน์ ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  จึงได้อัญเชิญพระสุก พระเสริม และพระใส  ข้ามแม่น้ำโขงมายังฝั่งไทย  เล่ากันว่าในขณะลำเลียงพระพุทธรูปมาตามแม่น้ำถึงตรงบ้านเวินแท่นได้เกิดพายุลมแรงเป็นอัศจรรย์ทำให้พระสุกแหกแพถูกจมหายไป  และจมอยู่ใต้น้ำมาจนถึงปัจจุบัน  ชาวบ้านจึงเรียกบริเวณนั้นว่า เวินสุก  ส่วนองค์พระเสริม และพระใสนั้นได้ถูกอัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่เมืองหนองคายในครั้งแรก  พระเสริมได้ถูกอัญเชิญประดิษฐานที่วัดโพธิ์ชัย  ส่วนพระใสได้ถูกอัญเชิญประดิษฐานที่วัดหอก่อง หรือในปัจจุบันเรียกว่าวัดประดิษฐ์ธรรมคุณ  ต่อมารัชกาลที่ 4 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระพุทธรูปทั้งสองนั้นไปประดิษฐานที่พระนคร แต่เมื่อเกวียนหลวงพ่อพระใสมาถึงวัดโพธิ์ชัยก็เกิดปาฏิหาริย์จนเกวียนหักไม่สามารถไปต่อได้อีกจึงได้แต่อัญเชิญพระเสริมไปประดิษฐานไว้ที่วัดปทุมวนาราม  ส่วนหลวงพ่อพระใสได้ถูกอัญเชิญมาประดิษฐาน ณ วัดโพธิ์ชัย  จึงเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองหนองคายมาจนถึงปัจจุบันซึ่งชาวบ้านหนองคายได้พากันขนานนามหลวงพ่อพระใสว่า หลวงพ่อเกวียนหักอีกด้วย

การเดินทางไปวัด
    วัดโพธิ์ชัย ตั้งอยู่ ถนนโพธิ์ชัย เทศบาลเมือง  จังหวัดหนองคาย อยู่ห่างจากตัวเมืองไปราว  2  กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข  212

วัดพระธาตุหนองบัว

วัดพระธาตุหนองบัวเป็นวัดราษฎร์  นิกายธรรมยุต  ตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 3  ถนนธรรมวิถี (แยกจากถนนชยางกูรไปทางทิศตะวันตก  ประมาณ  ประมาณ  500  เมตร)  ตำบลในเมือง  อำเภอในเมือง  จังหวัดอุบลราชธานี
    มูลเหตุการสร้างวัดพระธาตุหนองบัว  เริ่มต้นจากกลุ่มพุทธศาสนิกชนผู้ยึดมั่นในการปฏิบัติธรรมกลุ่มหนึ่ง  มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าในการสร้างวัดให้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม  และเป็นที่ระลึกเนื่องในวาระมงคลกึ่งพุทธกาล  พุทธศตวรรษ  2500  กำหนดแผนการก่อสร้างวัดเริ่มแรกในที่ดินของ  นายฟอง  สิทธิธรรม  ซึ่งในขณะนั้นถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลาง  จังหวัดอุบลราชธานี  ด้วยข้อกล่าวหาว่าเป็นกบฏภายใน  ผู้ทำหน้าที่ติดต่อขอที่ดินสร้างวัดประกอบด้วย  นายทองพูน  ยุวมิตร  (พ่อค้าฐานะดี)  หัวหน้า  คณะหมู่  นายอุ่น  ไวยหงษ์  รองหัวหน้าคณะ  และอีกหลายคน  ทุกคนได้พากันออกเดินทางไปหานายฟอง  ที่เรือนจำกลางจังหวัดอุบลราชธานี  โดย       นายทอง  พูลยุวมิตร  ได้เล่าเรื่องตามที่คณะศรัทธาให้นายฟอง  สิทธิธรรม ฟังโดยละเอียดและขอทราบว่าที่ดินแปลงนี้จะถวายหรือจะขายให้ทางคณะศรัทธาก็พอใจ ขอแต่ให้ได้ตามประสงค์  เมื่อนายฟอง  สิทธิธรรม  ได้ฟังจนทราบเรื่องโดยละเอียดแล้ว ก็มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งเพราะตนมีความปรารถนาอยู่แล้วว่าอยากถวายที่ดินแปลงนี้ให้สร้างวัด ตนแม้จะถูกกักขังอยู่ในเรือนจำก็ไหว้พระสวดมนต์เป็นประจำและได้ตั้งสัจจะอธิษฐาน ขอให้มีสัตบุรุษมาขอที่ดินแปลงนี้สร้างวัด  ดังนั้นเมื่อสมดังความประสงค์ที่ตั้งใจปรารถนาก็ปิติยินดีเป็นล้นพ้นแทบจะพูดไม่ออกตื้นตันใจไปหมดเมื่อทราบความประสงค์ แล้วได้ทราบรายชื่อของคณะกรรมการที่สร้างวัด จึงกำหนดมอบถวายที่ดินแปลงนี้  เมื่อวันที่  24  ตุลาคม  2498ได้รับการบริจาคที่ดินจาก นายฟอง  นางจันทร์มี  สิทธิธรรม  เพื่อให้ทำการสร้างวัด มีเนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ เมื่อเวลา  14.00-15.00 น มีคณะผู้ริเริ่มการเบื้องต้นกับอุบาสกอุบาสิการ่วมกับฝ่ายเจ้าหน้าที่และเจ้าของที่ประมาณ 60 คน   วันที่  26  ตุลาคม  2498 ตรงกับวันพุธ ขึ้น  11 ค่ำ เดือน 12 ปีมะแม เป็นวันขุดโค่นถาก  ถางเป็นปฐมฤกษ์ จึงได้ตกลงบอกหมู่ คณะได้เตรียมมีด- จอบ- เสียม พร้อมด้วยดอกไม้ธูปเทียนเพื่อเคารพต่อเทพเจ้าก่อนลงมือ มีประมาณ  20  คน  สำหรับการลงมือที่แรกนี้อาจารย์จันทร์ประไพ ได้ล่วงหน้าไปนอนค้างคืน  ก่อนอยู่หนึ่งคืน เพื่อนั่งสมาธิวิปัสสนา และแจ้งแก่เทวดาอารักษ์ ตามเรื่องที่จะทำต่อไปแล้วก็นอน ได้ปรากฏนิมิต(ฝัน) ว่า    ในอาณาเขตที่จะสร้างวัด มีผู้คนจำนวนมากอาศัยอยู่ได้พากันอพยพโยกย้าย  อุ้มลูกจูงหลานพร้อมทั้งขนข้าวของ และสัตว์เลี้ยงของตนออกเดินทางไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของที่นี้เพื่อย้ายไปอยู่ที่อื่น  ต่างก็ โจษขานกันว่าที่แห่งนี้อุบาสกอุบาสิกาเขาจะสร้างวัดพุทธศาสนาพวกเราจงพากันหนีไปอยู่ที่อื่นเพื่ออนุโมทนาสาธุการ  และปรากฏว่าเขาไปอยู่ทางดงก้านเหลือง  ซึ่งขณะนี้ทางราชการได้สร้างเป็นสวน  “วนารมย์” ครั้นรุ่งขึ้นจึงได้เล่านิมิตรให้พรรคพวกฟังแล้วทุกคนต่างก็มีความยินดีต่อนิมิตรนี้   
      สิ่งก่อสร้างสำคัญสมัยแรกสร้างวัดมีจำนวนไม่มากและไม่มั่นคงเท่าไหร่นัก  ประกอบด้วย  ศาลา  โรงธรรมและกุฏิชั่วคราว  5  หลัง  แต่ละหลังมุงหญ้ากั้นฝาขัดแตะปูพื้นกระดานเฉพาะศาลาโรงธรรมหลังคามุงด้วยสังกะสี  แต่ในปัจจุบันนี้สิ่งเหล่านั้นได้รื้อทิ้งหมดแล้วและสร้างขึ้นมาใหม่ทดแทนแข็งแรงถาวร  สิ่งสำคัญ  คือ      พระบรมธาตุเจดีย์ศรีพระมหาโพธิ์อุโบสถ์หลังใหม่ชื่อว่า  ศรีนครินทราบรม  ศาลาการเปรียญกาญจนาภิเษกและยังมีกุฏิสร้างแบบถาวรอีก  10  กว่าหลัง  สถานที่พยาบาลประจำ (อนามัย)
เส้นทางการไปวัดหนองบัว
      เมื่อเข้าถึงตัวเมืองอุบลราชธานี จนถึงวงเวียนหอนาฬิกา ไปตามถนนเลียบมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ไปถนนชยางกูร เลี้ยวซ้ายขึ้นไปทางอำนาจ ผ่านห้างโลตัส ตรงไปจนถึงร้านเฟอน์นิเจอร์ index จะเป็นสามแยก เรียกว่าสามแยกหนองบัว เลี้ยวซ้ายตรงไปตามทางประมาณ 500 เมตร วัดพระธาตุหนองบัวอยู่ทางขวามือ

พระธาตุบังพวน

พระธาตุบังพวน  เป็นพระธาตุเจดีย์ที่เก่าแก่และสำคัญยิ่งของจังหวัดหนองคาย  และเป็นพระธาตุที่
                   ตามตำนานอุรังคธาตุกล่าวว่า  พระยาสุวรรณภิงคาร เจ้าเมืองหนองหาน สกลนคร  พระยาคำแดง เจ้าเมืองหนองหารน้อย อุดรธานี  พระยาจุลณี พรหมทัต เจ้าเมืองจุลณี (ลาวเหนือ) พระยาอินทปัตนคร เจ้าเมืองอินทปัตนนนคร (เขมร) และพระยานันทเสน เจ้าเมืองศรีโคตรบูรณ์หลวง (ตรงข้ามนครพนม) ได้ร่วมกันอุปถัมภ์ พระมหากัสสเถระ พร้อมด้วยพระอรหันต์ อีก 500 องค์  ทำการก่อสร้างพระธาตุพนม แล้วเสร็จ  และได้บรรลุพระอรหันต์ด้วยกันทั้งหมด  ต่อมาได้เดินทางไปสู่แดนพุทธภูมิ  เพื่อไปอัญเชิญ พระบรมสารีริกธาตุ ของพระพุทธเจ้า 45 พระองค์  นำมาประดิษฐานไว้ ณ สถานที่ 4 แห่งคือ  บริเวณเมืองหนองคาย และเมืองเวียงจันทน์  หนึ่งในสี่แห่งนั้น คือพระธาตุบังพวน ซึ่งได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาพักที่ร่มไม้ปาแป้ง (ไม้โพธิ) ณ ภูเขาหลวง อันเป็นที่ตั้งพระเจดีย์ พระธาตุบังพวนปัจจุบัน
                 จากการสำรวจทางโบราณคดีพบว่า  พระธาตุบังพวนได้มีการก่อสร้างสืบเนื่องกันมาสามสมัย คือ ฐานเดิมสร้างด้วยศิลาแลง  ชั้นที่สองสร้างด้วยอิฐครอบชั้นแรก  และต่อมาได้มีการก่อสร้างให้มีขนาดสูงใหญ่ขึ้น  จากจารึกที่ฐานพระพุทธรูปที่ขุดได้ 4 องค์ ในจำนวนทั้งหมด 6 องค์ ระบุศักราชที่สร้างไว้  ซึ่งตรงกับ  พ.ศ. 2118  พ.ศ. 2150  พ.ศ. 2158 และ พ.ศ. 2167  และข้อความในจารึกเมื่อ พ.ศ. 2167  มีประวัติในการสร้าง โดยได้กล่าวถึงพระเจ้าโพธิสาลราช  ซึ่งเป็นกษัตริย์แห่งอาณาจักรล้านช้าง มีราชธานีอยู่ที่นครเชียงทอง  ซึ่งก็ตรงกับรูปแบบการก่อสร้างโบราณสถานในบริเวณวัดพระธาตุบังพวน  ที่แสดงถึงอิทธิพลของอาณาจักรล้านช้าง
                   พระธาตุบังพวนเป็นพระสถูปเจดีย์  ทรงเรือนปราสาทสี่เหลี่ยม  เป็นองค์ประธานซึ่งมีชื่ออยู่ในศิลาจารึกว่า พระธาตุบังพวนพระเจดีย์ศรีสัตตมหาทาน  ภายในวัดมีกลุ่มพระธาตุขนาดต่าง ๆ อีก 15 องค์  สันนิษฐานว่า คงจะสร้างในสมัยใกล้เคียงกันกับพระธาตุบังพวน  มีวิหาร 3 หลัง  อุโบสถ 1 หลัง  สระน้ำ และบ่อน้ำโบราณ  นอกจากนั้นยังมีโบราณสถานอีกกลุ่มหนึ่ง ภายในบริเวณเดียวกัน เรียกว่า สัตตมหาสถาน  อันเป็นสถานที่ ที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธประวัติ  เมื่อครั้งแรกตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณที่พุทธคยา  ประเทศอินเดีย  สัตตมหาสถานที่สร้างขึ้นมาภายหลัง มีอยู่ 3 แห่งอยู่ ที่ประเทศพม่าหนึ่งแห่ง และที่ประเทศไทยสองแห่ง  คือที่วัดเจ็ดยอด จังหวัดเชียงใหม่  และที่วัดพระธาตุบังพวน จังหวัดหนองคายแห่งนี้ นอกจากนี้ยังมีเจดีย์ สัตตสถานที่วัดพระธาตุบังพวนยังมีครบถ้วนทั้งเจ็ดองค์ และมีแผนที่ตั้งเหมือนกันกับที่พุทธคยา
                พระธาตุบังพวน  ซึ่งสร้างมาตั้งแต่สมัยอาณาจักรล้านช้าง และได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ในสมัยต่อมา แต่ไม่ต่อเนื่องนัก  ในระยะหลังจึงทรุดโทรมมาก และได้พังทะลายลงมา เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2513  กรมศิลปากรจึงได้ดำเนินการบูรณขึ้นใหม่  โดยก่อคอนกรีตเสริมฐานเดิม  ซึ่งที่ฐานล่างเป็นศิลาแลง ต่อมาเป็นฐานทักษิณ 3 ชั้น บัวคว่ำ 2 ชั้น  ต่อด้วยปรางค์สี่เหลี่ยมบัวปากระฆัง  บัวสายรัด 3 ชั้น รับดวงปลีบัวตูม  แล้วตั้งฉัตร 5 ชั้น  ฐานล่างรูปสี่เหลี่ยมจตุรัส  กว้างด้านละประมาณสิบเจ็ดเมตร  สูงถึงยอดฉัตรประมาณสามสิบสี่เมตร  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้ง สมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์  ได้เสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธาน และร่วมยกฉัตรสู่ยอดพระธาตุบังพวน เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521
การเดินทางไปวัด
    วัดพระธาตุบังพวนตั้งอยู่ที่ตำบลพระธาตุบังพวน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย จากหนองคายไปตามทางหลวงหมายเลข 2 (หนองคาย อุดรธานี) แล้วแยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 211 ทางไปอำเภอท่าบ่อ ถึงกิโลเมตรที่ 10 วัดอยู่ด้านขวามือ (หนังสือ 1009 ทางบุญ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย)



สำคัญองค์หนึ่งของภาคอีสาน  ประดิษฐานอยู่ ณ บ้านพระธาตุบังพวน  ตำบลพระธาตุบังพวน  อำเภอเมือง  จังหวัดหนองคาย

พระธาตุเจดีย์ชัยมงคล

พระธาตุเจดีย์ชัยมงคล ตั้งอยู่ วัดผาน้ำทิพย์เทพประสิทธิ์วนาราม อำเภอหนองพอก จังหวัดร้อยเอ็ด 
     ชั้นที่ 1 เป็นห้องโถงกว้างใหญ่ ผนังจารึกนามทานาธิบดีต่าง ๆ ใช้เป็นห้องประชุม บำเพ็ญบุญ
      ชั้นที่ 2 เป็นห้องโถงโอ่อ่าเช่นกัน ผนังติดตั้งรูปพระพุทธประวัติ ลวดลาย ไทยวิจิตรพิสดาร
      ชั้นที่ 3 เป็นที่ประดิษฐานรูปพระคณาจารย์ ปราชญ์ อีสานในอดีต เป็นรูปเหมือนสลักหินอ่อน และหุ่นรูปเหมือนพระสุปฏิปัน โน 101 องค์
      ชั้นที่ 4 จัดเป็นพิพิธภัณฑ์แสดงวัดวาอาราม สถานปฏิบัติสม ถะวิปัสสนา กรรมฐานที่หลวงปู่ศรี เคยบำเพ็ญธรรมมา
     ชั้นที่ 5 บันไดเวียน 119 ชั้น เป็นห้องโถงรูประฆัง 8 เหลี่ยมบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
      ผู้ริเริ่มดำเนินการสร้างพระมหาเจดีย์ชัยมงคล คือ หลวงปู่ศรี มหาวีโร แห่งวัดประชาคมวนาราม (วัดป่ากุง) ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต พระบุพพาจารย์ใหญ่ ด้านวิปัสสนากรรมฐาน เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รวมถึงรวบรวมเรื่องราวของครูบาอาจารย์ด้านวิปัสสนากรรมฐาน เป็นศูนย์กลางสำหรับไว้ให้พุทธศาสนิกชนเข้ามาศึกษาหาความรู้ ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานและสักการบูชา สืบไป พระมหาเจดีย์ชัยมงคล จึงเป็นศูนย์รวมจิตใจและพลังศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา และต่อหลวงปู่ศรีของชาวร้อยเอ็ด ตลอดจนพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศ ซึ่งร่วมใจบริจาคทรัพย์ตามกำลัง จนเกิดเป็นพระมหาเจดีย์ยิ่งใหญ่ดังที่เห็น

การเดินทางไปพระธาตุมหาเจดีย์ชัยมงคล
        วัดเจดีย์ชัยมงคล (พระมหาเจดีย์ชัยมงคล) จากตัวเมืองร้อยเอ็ด นั้นใช้เส้นทาง ร้อยเอ็ด - โพนทอง – หนองพอก ระยะทาง 62 กิโลเมตร ตามทางหลวงหมายเลข 2044 และ 2136 ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงถึงอำเภอหนองพอกต่อไปยังบ้านท่าสะอาด ตำบลผาน้ำย้อย และขึ้นเขาเขียวไปอีก 5 กม. ก็จะถึงวัดเจดีย์ชัยมงคลสถานที่ตั้งของ พระมหาเจดีย์ชัยมงคล


เป็นองค์พระเจดีย์ขนาดใหญ่ สถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างแบบขององค์พระปฐมเจดีย์และพระธาตุพนม สูง 6 ชั้น ยอดฉัตรทองคำ มีความกว้าง ยาว และสูง อย่างละ 101 เมตร รายล้อมด้วยเจดีย์องค์เล็ก 8 ทิศ สร้างในเนื้อที่ 101 ไร่บนยอดภูเขาเขียว แนวเทือกเขาภูพาน สามารถมองเห็นทัศนียภาพอันสวยงาม แต่ละชั้นของพระมหาเจดีย์ ถูกตกแต่งอย่างวิจิตรงดงาม ประดิษฐานรูปเหมือนสลักหินทรายของพระคณาจารย์ ปราชญ์อีสานในอดีตและหุ่นรูปเหมือนพระสุปฏิปันโนในจำนวน 101 องค์ รวมทั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานซึ่งเก็บรวบรวมอัฏฐะบริขารของหลวงปู่ศรี มหาวีโร ผู้ดำเนินการสร้างพระมหาเจดีย์อีกด้วย ชั้นบนสูงสุด เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ รวมยอดทองคำเป็น 109 เมตร ใช้ทอง คำหนัก 4,750 บาท หรือประมาณ 60 กิโลกรัม ภายในองค์พระมหาเจดีย์เหมือน อยู่บนวิมานแดนสวรรค์

พระธาตุเรืองรอง

ตั้งอยู่ที่วัดบ้านสร้างเรือง ต.หญ้าปล้อง อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือ ประมาณ 7.5 กิโลเมตร เป็นพระธาตุที่สร้างขึ้นโดยศิลปะอีสานใต้สี่เผาไทยได้แก่ ลาว ส่วย เขมร เยอ มีความสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์อย่างลงตัว       องค์พระธาตุ มีความสูง 49 เมตร แบ่งออกเป็น 6 ชั้น ชั้นที่ 1 ใช้สำหรับประกอบพิธีทางศาสนา ชั้นที่ 2-3 เป็นพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน ชั้นที่ 4 เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ ชั้นที่ 5 ใช้สำหรับการทำสมาธิ ชั้นที่ 6 เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และเป็นที่ชมทัศนียภาพของพื้นที่โดยรอบ        วัตถุประสงค์ในการสร้าง เพื่อเป็นที่ประดิษฐานสิ่งที่ชาวพุทธถือว่าศักดิ์สิทธิ์ เช่น พระบรมสารีริกธาตุ (กระดูกพระพุทธเจ้าหรือของพระอรหันต์สาวก) พระบรมเกษาธาตุ เป็นต้น เป็นที่บูชา กราบไหว้สักการะ เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจของชาวพุทธทั่วๆ ไป และเป็นที่เก็บวัตถุโบราณทุกชนิดเท่าที่จะหามาได้ เป็นที่ศึกษาค้นคว้าทางวัฒนธรรมประเพณีชาวอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ "อีสานใต้" รวมถึงเป็นสถานที่ประชุมทั้งชาววัด ชาวบ้าน ทั้งราชการ และสาธารณชน เป็นที่ศึกษาอบรมธรรมวินัยแก่ชาวพุทธทั่วๆ ไป ฯลฯสาเหตุที่มาสร้างที่จังหวัดศรีสะเกษ เนื่องจากว่าชาวพุทธในถิ่นอีสานใต้ส่วนมากมีฐานะค่อนข้างยากจน บางคนจะเดินทางไปนมัสการปูชนียสถาน เช่น พระธาตุพนม จังหวัดนครพนมก็ห่างไกลถึง 400 กิโลเมตร จะไปที่พระเจดีย์นครปฐมก็ไกลจากที่นี่ถึง 700 กิโลเมตร จะไปที่พระพุทธบาทสระบุรีก็ไกลถึง 500 กว่ากิโลเมตร ถ้าจะไปนมัสการพระธาตุดอยสุเทพที่เชียงใหม่ก็ยิ่งไกลออกไปอีกประมาณ 1000 กิโลเมตรเศษ คิดแล้วคิดอีกก็ไปไม่ได้ เนื่องจากทุนทรัพย์ไม่เพียงพอนั่นเอง ตายไปหลายชั่วคนแล้วก็ไม่มีโอกาส ฉะนั้น จึงได้ตัดสินใจสร้างขึ้นที่อีสานใต้คือที่จังหวัดศรีสะเกษแห่งนี้ และที่สำคัญอีกอันหนึ่งก็คือ ณ บ้านสร้างเรืองแห่งนี้เป็นบ้านเกิดเมืองนอน ของข้าพเจ้าผู้ริเริ่มสร้างพระธาตุองค์นี้ (พระธัมมา พระมหาธัม จิตตปัญโญ หลวงปู่ธัมมา พิทักษา พระครูวิบูล ธรรมภาณ (พ.ศ.2545)  พระธาตุเรืองรอง เป็นพระธาตุศิลปะแบบพื้นบ้าน ตั้งอยู่ที่วัดบ้านสร้างเรือง ตำบลหญ้าปล้อง อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ  เป็นพระธาตุที่สร้างแบบศิลปะพื้นบ้านสี่เผ่า ได้แก่ ส่วย เขมร ลาว เยอ เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2524 โดยหลวงปู่ธัมมา พิทักษา มีความสูง 49 เมตร ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านละ 30 เมตร แบ่งพื้นที่ออกเป็น 6 ชั้น ได้แก่
        ชั้นที่ 1 จัดแสดงนิทรรศการนิทานพื้นบ้าน ความเป็นมาต่างๆ และฮีต 12 คลอง 14
        ชั้นที่ 2 จัดแสดงพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านสี่เผ่าไทย คือ ส่วย เขมร ลาว เยอ
        ชั้นที่ 3 จัดแสดงวัตถุโบราณ เครื่องมือทำมาหากินของชาวบ้านในอดีต
        ชั้นที่ 4 เป็นจุดพักผ่อน
        ชั้นที่ 5 เป็นที่ปฏิบัติธรรม สมาธิ
        ชั้นที่ 6 ประดิษฐานพระบรมเกศาธาตุ (เส้นผม) ของพระอรหันต์ และยังเป็นจุดที่สามารถชมทิวทัศน์ได้อีกด้วย
      บริเวณโดยรอบพระธาตุเรืองรองก็มีการตกแต่งพื้นที่โดยการสร้างแบบจำลองปูนปั้นปริศนาธรรม และแบบจำลองปูนปั้นประเพณี พิธีกรรมที่สำคัญของชาวอีสาน รวมทั้งมีการจัดสถานที่สำหรับการร่วมทำบุญโดยการบริจาค บูชาวัตถุมงคล และจำหน่ายของที่ระลึก รายได้ทั้งหมดจะนำมาใช้ในการปรับปรุงพัฒนาพระธาตุเรืองรองต่อไป
      วัดบ้านสร้างเรือง เริ่มก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2511 โดยหลวงปู่ธัมมา พิทักษา ซึ่งเป็นชาวบ้านสร้างเรืองโดยกำเนิด จนได้รับพระราชทานวิสุงคามวาสี เมื่อปี พ.ศ. 2520 ต่อมาหลวงปู่ธัมมา ได้เล็งเห็นว่าในภูมิภาคอีสานใต้ไม่มีพระธาตุให้ชาวบ้านสักการะบูชา จึงได้ริเริ่มสร้างพระธาตุขึ้นในปี พ.ศ. 2525

เส้นทางไปวัดพระธาตุเรืองรอง
      พระธาตุเรืองรอง ห่างจากจังหวัดอุบลราชธานีประมาณ 62 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงสาย 226 (อุบล - ศรีสะเกษ) และห่างจากตัวเมืองศรีสะเกษไปตามทางหลวงหมายเลข 2373 (ศรีสะเกษ - อ.ราษีไศล) ประมาณ 7.5 กิโลเมตร  ตั้งอยู่ที่วัดบ้านสร้างเรือง ตำบลหญ้าปล้อง อำเภอเมือง จังหวัด อุบลราชธานี

พระธาตุนาดูน

เป็นพระธาตุบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตั้งอยู่ที่อำเภอนาดูน  และเมื่อสมัยทวารวดี เมืองนาดูนนี้มีชื่อว่านครจำปาศรีราวพุทธศตวรรษที่ 13-18หลังจากนั้นได้กลายเป็นเมืองร้างหลายชั่วอายุคนคงมีเพียงสิ่งก่อสร้างทางศาสนาที่เก่าแก่เป็นสัญลักษณ์ให้ทราบถึงความเจริญในอดีต  เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2522 นายบุญจันทร์ เกษแสนศรี ราษฎรอำเภอนาดูนได้ลักลอบขุดหาวัตถุโบราณที่บริเวณเนินดินที่นาของนายทองดี ปะวะภูตา และได้พบสถูปเก่าแก่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ นายบุญจันทร์ พยายามนำผอบนี้ไปขายแต่มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นเสมอจนกระทั่งเกิดฟ้าผ่า นายบุญจันทร์จึงได้มอบผอบพระบรมสารีริกธาตุให้กับนายอำเภอนาดูน โดยมีประชาชนชาวนาดูนเป็นสักขีพยาน  หลังจากนั้นชาวอำเภอนาดูนได้ร่วมกับทางราชการก่อสร้างเจดีย์เป็นที่บรรจุพระบรมธาตุ

วัดพระธาตุขามแก่น

พระธาตุขามแก่น  เป็นพระธาตุที่บรรจุพระอังคาร(เถ้ากระดูก)ของพระพุทธเจ้าโดยพระอรหันต์ 9 รูปเป็นผู้บรรจุ เหตุการณ์ของพระธาตุขามแก่นอยู่ในช่วงเดียวกันกับพระธาตุพนม โดยโมรียกษัตริย์ได้รับพระอังคารมาจากเมืองกุสินารา ในชมพูทวีป ภายหลังได้ทราบว่า พระมหากัสสป พร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 รูป  โดยมีเจ้าเมืองทั้ง 5  คือพระยาอินทปัฏฐนคร  พระยาคำแดง พระยานันทเสน พระยาสุวรรณภิงคาร และพระยาจุลนีพรหมทัตต์ได้กำลังก่อสร้างพระธาตุพนมบรรจุพระอุรังคธาตุ พระองค์มีความประสงค์จะนำพระอังคารไปร่วมบรรจุด้วยจึงได้ให้คณะพระอรหันต์ 9 รูปและพระยาหลังเขียวพร้อมด้วยบริวาร 90 คนรับภาระนำพระอังคารมาร่วมบรรจุเมื่อเดินทางมาถึงการก่อสร้างและพิธีทุกอย่างแล้วเสร็จหมดแล้ว  ทั้งหมดจึงพลาดหวัง   ระหว่างเดินทางกลับนครของตนได้พักค้างแรมที่ดอนมะขามแห่งหนึ่งซึ่งมีต้นมะขามใหญ่ต้นหนึ่ง ซึ่งตายล้มลงแล้วเปลือกกระพี้กิ่งก้านสาขาไม่มี  เหลือแต่แก่นข้างใน  จึงได้นำพระอังคารวางไว้ที่มะขามแก่นนั้น คณะเดินทางได้กลับมาพักที่ดอนมะขามแก่นแห่งนี้ พักที่เดิมเพราะเป็นที่สะดวกในเรื่องน้ำ ได้พบปาฏิหาริย์คือต้นมะขามที่ล้มตายเหลือแต่แก่นนั้นบัดนี้ได้กลับเป็นต้นมะขามที่เขียวชอุ่ม ผลิดอกออกผลแตกกิ่งก้านสาขา  คณะทั้งหมดเห็นอภินิหารที่ปรากฏนั้น จึงได้ตกลงกันสร้างพระธาตุเพื่อบรรจุพระอังคารที่ดอนมะขามแห่งนี้ ทั้งหมดก็ได้สร้างวัด และสร้างเมืองบริเวณนั้น

วัดพระธาตุบังพวน

พระธาตุบังพวน  มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับพระพุทธเจ้าคือเป็นสถานที่ประดิษฐานพระธาตุหัวเหน่า(กระเพาะปัสสาวะ)ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า(หัวเหน่า 29 องค์) ตามตำนานอุรังคธาตุ(อักษรลาวเดิม) ปรากฏข้อความเกี่ยวกับการได้พระธาตุหัวเหน่าว่า “ประมาณ พ.ศ.19 พระอรหันต์ 5 รูป ประกอบด้วย1.พระมหารัตนเถระ 2.พระจุลลรัตนเถระ 3.พระมหาสุวรรณปราสาทเถระ 4.พระจุลลสุวรรณปราสาทเถระ5.พระสังขวิชชัยเถระ อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาชมพูทวีป มาพักที่ใต้ร่มโพธิ์ ที่ภูเขาลวง พระยาจันทบุรีประสิทธิ์สักกะเทวะแห่งเมืองเวียงจันทร์เป็นหัวหน้าในการสร้างเจดีย์ เพื่อประดิษฐานพระธาตุหัวเหน่า 29 องค์(พระธาตุบังพวน:13.2550)

วัดพระธาตุเชิงชุม

วัดพระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร เป็นเจดีย์ที่พระยาสุวรรณภิงคารเจ้าเมืองหนองหารหลวงเป็นผู้สร้าง มีความสำคัญคือเป็นสถานที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง 4 พระองค์ คือ พระกกุสันโธ  พระโกนาคมโก พระกัสสโป และพระสมณโคดม ตำนานพระธาตุเชิงชุมซึ่งมีต้นเค้ามาจากตำนานอุรังคธาตุและนิทานกาเผือกได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้า 4พระองค์ในภัทรกัลป์ ได้มาประทับรอยพระบาทเบื้องขวาไว้และได้ตรัสเรื่องนิทานกาเผือกไว้ว่า “พระโพธิสัตว์ทั้ง 5 พระองค์ เสวยพระชาติเป็นลูกนางกาเผือก แต่ด้วยบุพกรรมในอดีตทำให้ไข่ทั้ง5 ฟองของนางกาเผือกได้พรากจากันไข่ฟองที่ 1 พลัดไปอยู่เกาะไก่ แม่ไก่นำไปกก เกิดเป็นไก่ผู้เผือกนามว่า กกุสันธ  ไข่ฟองที่ 2 พลัดไปอยู่เกาะนาค แม่นาคนำไปกก เกิดเป็นนาคผู้เผือกนามว่า โกนาคมนะ ไข่ฟองที่ 3 พลัดไปอยู่เกาะเต่า เกิดเป็นเต่าผู้เผือกนามว่า กัสสป ไข่ฟองที่ 4 พลัดไปอยู่ป่าโค แม่โคนำไปกก เกิดเป็นโคผู้เผือก นามว่าโคตม หรือโคดม  ไข่ฟองที่ 5 พลัดไปอยู่บ้านพราหมณ์ นางพราหมณีนำไปกก เกิดเป็นมนุษย์ผู้ชายนามว่า อริยไมตรีบุตร เมื่อพระโพธิสัตว์เจริญวัยขึ้นจึงได้ออกติดตามหามารดา จนพี่น้องทั้ง 5 พระองค์ได้มาพบกันและได้สัญญาต่อกันว่าหากพระองค์ใดได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแล้วให้มาประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้เป็นเครื่องหมาย และในอนาคตพระศรีอริยเมตไตรยก็จะเสด็จมาประดิษฐานรอยพระพุทธบาทไว้ ณ สถานที่เดียวกันอีก”(วัดพระธาตุเชิงชุม:11.2555)และในตำนานยังได้ปรากฏเรื่องเกี่ยวกับพระมหากัสสปและพระอรหันต์ 1,500 รูปได้ตามเสด็จพระพุทธเจ้ามาที่ภูน้ำลอดเชิงชุม(วัดพระธาตุเชิงชุม:11.2555)

วัดพระธาตุพนม

วัดพระธาตุพนม   เป็นพระธาตุเก่าแก่ที่สุดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีบันทึกเป็นจดหมายเหตุถึงการ
สร้างครั้งแรกโดยพญาหัวเมือง 5 คน คือ 1.พญาจุลณีพรหมทัต 2.พญาอินทปัฐนคร 3.พญานันทเสน4.พญาสุวรรณภิงคาร 5.พญาคำแดง ร่วมกันสร้างพระธาตุพนมบรรจุอุรังคธาตุก่อนการทำสังคายนาครั้งที่  1 ในบันทึกกล่าวว่าพระมหากัสสปพร้อมทั้งพระอรหันต์ 500 รูป นำพระอุรังคธาตุจากชมพูทวีปมาบรรจุไว้ที่อาณาจักรศรีโคตรบอง(นครพนม)พระเทพรัตนโมลี“มีความเห็นว่าสร้างพระธาตุพนมยุคแรกเมื่อพระพุทธเจ้าเข้าสู่นิพพานแล้วราวไม่เกิน ปรินิพพานได้ 2 เดือน เพราะทำปฐมสังคายนาเมื่อพระพุทธเจ้านิพพานแล้วได้ 3 เดือน”(พระเทพรัตนโมลี:2522.1)และในตำนานอุรังคธาตุปรากฏข้อความเกี่ยวกับเหตุการณ์พระพุทธเจ้าปรินิพพานมีกษัตริย์มัลลราชเป็นธุระจัดการในเรื่องถวายพระเพลิงพระบรมศพ และบรมสรีระของพระพุทธเจ้าไม่ไหม้ จนกระทั่งมามหากัสสปมาถึงงานพระศพ  พระอุรังคธาตุของพระพุทธเจ้าได้เสด็จจากหีบทองมาประดิษฐานอยู่ที่ฝ่ามือเบื้องขวาของพระมหากัสสปะอัครสาวก หลังจากนั้นพระบรมสรีระจึงไหม้เอง  หลังจากพระเพลิงดับแล้วปรากฏพระบรมสารีริกธาตุ 2 ส่วนคือ 1.ส่วนที่ไม่ไหม้ 2.ส่วนที่ไหม้   สำหรับส่วนที่ไม่ไหม้ยังเป็นปกติอยู่เหมือนเดิมนั้นปรากฏดังนี้ 1.พระอุรังคธาตุ(ปัจจุบันนี้ประดิษฐานอยู่ที่พระธาตุพนม) 2.พระบรมธาตุกระโบงหัว(ปัจจุบันนี้ประดิษฐานอยู่ที่พรหมโลก) 3.พระธาตุแข้วหมากแง(เขี้ยวแก้ว)(ปัจจุบันนี้ประดิษฐานอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์) 4.พระธาตุกระดูกด้ามมีด(รากขวัญ)(ปัจจุบันนี้ประดิษฐานอยู่ที่นาคพิภพ) ส่วนพระธาตุที่ไหม้ย่อยยับมี 3 ขนาด คือ 1.ขนาดใหญ่เท่าเมล็ดถั่วกวาง(ถั่วแตก) 2.ขนาดเท่าเมล็ดข้าวสารหัก 3.ขนาดเท่าเมล็ดพันธ์ผักกาด  พระบรมสารีริกธาตุที่ไหม้ย่อยยับนี้ กษัตริย์อชาตศัตรูนำไปประดิษฐานไว้ในถ้ำสัตตปัณคูหา ส่วนกษัริย์นครอื่นๆต่างได้รับส่วนแบ่งนำไปประดิษฐานไว้ในนครของตน  สำหรับอุรังคธาตุนั้น พระมหากัสสปะได้นำมาประดิษฐานไว้ที่ดอยกปณคีรีเมืองศรีโคตรบุรี(นครพนม) ตามคำสั่งของพระพุทธเจ้าดังข้อความว่า“ดูรากัสสป ตถาคตนิพพานไปแล้วเธอจงนำเอาอุรังคธาตุตถาคตไว้ที่ภูกำพร้านี้”(ตำนานอุรังคธาตุ:30-31:2551)คำว่า กปณคีรีในตำนานอุรังคธาตุเป็นภาษาบาลี แปลเป็นภาษาไทยว่า “ภูกำพร้า”กปณ แปลว่ากำพร้า คำว่าคีรี แปลว่าภูเขา ซึ่งเป็นภูเขาไม่สูง อยู่ในเมืองศรีโคตบูร และคำว่าโคตบูร มาจากชื่อโคตรของพระพุทธเจ้าว่า“โคตมะ”คำว่าบูรแปลว่าเมือง โดยอาศัยนิมิตรหมายที่พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับแรม1คืนที่ดอยกปณคีรีเสด็จมาพร้อมด้วยพระอานนท์  จึงตั้งชื่อเมืองเพื่อเป็นศิริมงคลว่าศรีโคตบูร  เจ้าเมืองแห่งนี้พระนามว่าพญาศรีโคตบูรเป็นผู้มีบทบาทในการสนทนาและทำบุญถวายอาหารแด่พระพุทธเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นที่กปณคีรีแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ประกอบด้วย พระกกุสันโธ  พระโกนาคมโน พระกัสสโป ที่เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว โดยพระอรหันต์เป็นผู้นำมาประดิษฐาน และก็ถือว่าเป็นประเพณีที่พระอรหันต์ทั้งหลายจะต้องนำพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์มาประดิษฐานอยู่ที่ดอยกปณคีรีแห่งนี้(ตำนานอุรังคธาตุ:15-16:2551)  ดังนั้นพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้าจึงถูกแบ่งไปในที่ต่างๆสอดคล้องกับพระไตรปิฎกคัมภีร์ปฐมภูมิของพระพุทธศาสนาได้กล่าวถึงเหตุการณ์ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าและการแบ่งพระบรมสารีริกธาตุดังนี้ “พระมหาโคดมชินเจ้าผู้ประเสริฐ  เสด็จดับขันธปรินิพพานที่กรุงกุสินารา   พระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ แผ่ไปอย่างกว้างขวางในนานาอารยประเทศ (สุตตันตปิฎก ขุททกนิกายพุทธวงศ์ :33:1-18:726)